head-banlampra-min
วันที่ 20 ตุลาคม 2021 1:59 PM
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านลำพระ
โรงเรียนบ้านลำพระ

พ่อของแผ่นดิน

  • 0 ตอบ
  • 197 อ่าน
พ่อของแผ่นดิน
« เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2020, 11:52:11 PM »
พ่อของแผ่นดิน


ผมเกิดในรัชกาลที่ 9 ปี พ.ศ. 2504 ถ้าหากจะนับอายุตอนนี้ก็กำลังจะย่างเข้าหกสิบปีแล้ว หากจะพิจารณาว่าตอนนี้ผมเป็นคนวัยไหน ผมก็ขอเข้าข้างตัวเองเอาไว้ก่อนว่า คำจำกัดความของคำว่าเป็นผู้สูงอายุคืออายุหกสิบห้าปีขึ้นไป วัยอย่างผมขณะนี้จึงเรียกว่าอยู่ในวัยกลางคนเท่านั้น และคนวัยอย่างผมน่าจะยังทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้อีกนาน


เกิดภายใต้รัฐบาลทหาร

ผมเกิดในยุคที่ประเทศไทยปกครองโดยทหาร ภายใต้นายกชื่อจอมพลถนอม รองนายกชื่อจอมพลประภาส ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กผมจึงไม่รู้เรื่องการเมืองและไม่เคยสนใจว่าเราจะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ได้แต่เล่นสนุกไปวันๆ ผมไม่เคยสนใจการเมืองไม่เคยสนใจว่าแต่ละวันนายกจะไปไหนจะทำอะไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสนใจตั้งแต่เริ่มจำความได้ ตอนเป็นเด็กที่บ้านทุกบ้านจะมีรูปภาพของบุคคลผู้หนึ่งติดอยู่บนฝาผนัง ไม่ว่าเราจะไปเยี่ยมบ้านใครเราก็จะเห็นรูปภาพของบุคคลผู้นี้ บางทีก็เห็นบุคคลผู้นี้กับสตรีอีกท่านหนึ่งอยู่คู่กัน ผมเคยถามคุณแม่ของผมว่านี่รูปของใคร ท่านให้คำตอบผมว่า “ก็รูปในหลวงไงลูก” หรือ “รูปพระเจ้าอยู่หัวกับพระราชินีไง” ผมถึงได้รู้ว่ารูปที่มีทุกบ้านคือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และพระราชินี

ข่าวในพระราชสำนัก

ผมสังเกตว่าคุณพ่อคุณแม่และญาติพี่น้องของผมรักพระเจ้าอยู่หัวกับพระราชินีมากและเป็นความรักด้วยความจริงใจ ไม่ใช่เฉพาะกับครอบครัวของเรา บรรดาเพื่อนบ้านหรือคนอื่นๆ ที่เรารู้จักก็มีความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน ทุกๆ วันตอนสองทุ่ม คุณพ่อคุณแม่ของผมมักจะเปิดโทรทัศน์ดูข่าว และข่าวที่ผมชอบดูมากคือข่าวในราชสำนัก ซึ่งเป็นการนำเสนอข่าวของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี รวมทั้งพระโอรสและพระธิดาในแต่ละวัน ตั้งแต่วันนั้นตลอดระยะเวลาหลายสิบปีต่อมา ถ้ามีโอกาสผมก็จะเฝ้าติดตามการทำงานของพระเจ้าอยู่หัวกือบทุกวันทางโทรทัศน์ ผมอยากขอเรียกพระองค์ว่าพ่อ เพราะสิ่งที่ท่านทำให้ประชาชน ทำให้ผมรักท่านเหมือนพ่อจริงๆ และอยากใช้คำพูดแบบบ้านๆกล่าวถึงพ่อ

พ่อของแผ่นดิน

ตลอดเวลาหลายสิบปีตั้งแต่ที่ติดตามงานของพ่อ ผมเห็นพ่อทำงานตลอดเวลาและงานที่พ่อทำก็เป็นงานเพื่อราษฎร พ่อมีความตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้น ผมไม่เคยเห็นพ่อทำเพื่อตัวเองเลย ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมได้ไปค้นหาเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของพ่อ ผมจะไม่ขอกล่าวถึงประวัติโดยละเอียดเพราะน่าจะเป็นที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้ว แต่อยากจะค้นหาว่าพ่อเรียนจบอะไรมาและทำไมถึงความรู้มีความเชี่ยวชาญเกือบทุกเรื่อง ทราบว่าสมัยเยาว์พ่อโปรดวิชาวิศวกรรมศาสตร์ แต่ด้วยความเหมาะสมในการเตรียมตัวที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินในอนาคตพ่อจึงต้องเปลี่ยนมาศึกษาวิชาการปกครองแทน เช่น วิชากฎหมาย อักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นอกจากนี้พ่อยังศึกษาและฝึกฝนทางด้านการดนตรีด้วยตัวเอง พ่อเป็นผู้ไฝ่การเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ  เพื่อนำความรู้ที่พ่อมีไปปรับใช้กับกิจการงานของพ่อ อย่างเช่นโครงการในพระราชดำริกว่าสองพันโครงการก็มีจุดเริ่มต้นมาจากความรู้ที่พ่อได้ศึกษาและเรียนรู้มาเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร  นอกจากโครงการเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังมีโครงการที่พ่อแก้ปัญหาให้กับชาวเมืองอีก อย่างการแก้ปัญหาจราจรและปัญหาน้ำเน่าเสียในเมือง พ่อก่อตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาและโครงการหลวงอีกมาก การที่พ่อทำโครงการต่างๆ ก็เพื่อประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทย พสกนิกรทั้งหลายรวมทั้งตัวผมเองจึงพร้อมใจถวายนามพ่อว่า “พ่อของแผ่นดิน”

บ้านของพ่อ

ภายในบริเวณพระราชวังสวนจิตรลดา ที่เราเรียกกันว่า “บ้านของพ่อ”  ที่แห่งนี้เป็นที่ทำงานของพ่อ ที่นี่พ่อยังใช้ทำโครงการที่เรียกกันว่า “โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา” มีพื้นที่ทำการทดลองและทำผลิตภัณฑ์ ต่างๆ เช่น แปลงนาทดลองปลูกข้าว, โรงโคนม, บ่อเลี้ยงปลา, โรงเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช, โรงสีข้าว, หน่วยทดลองเชื้อเพลิง, โรงกระดาษสา, โรงเนยแข็ง, โรงน้ำดื่ม, โรงนมเม็ด, โรงน้ำผลไม้, โรงผลิตภัณฑ์อบแห้ง, โรงเพาะเลี้ยงสาหร่าย, โรงเพาะเห็ด, โรงผลิตภัณฑ์น้ำผี้ง, โรงผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋อง, โรงผลิตแก๊สโซฮอลล์และไบโอดีเซลล์ ภายในพระตำหนักยังมีกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า และบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ โดยยึดแนวทางตามหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพ่อ

ดนตรี

พ่อมีความเชี่ยวชาญด้านดนตรี พ่อเล่นดนตรีได้หลายชนิดทั้ง แซกโซโฟน, ทรัมเป็ต, กีต้าร์และเปียโน พ่อโปรดดนตรีแจ๊สมาก พ่อแต่งเพลงไว้ให้คนไทยหลายเพลง เพลงแรก คือ “แสงเทียน” และเพลงอื่นที่ชาวไทยรู้จักดีอีกหลายเพลง เช่น “ยามเย็น”, “สายฝน”, “เทวาพาคู่ฝัน”, “แก้วตาขวัญใจ”, “ลมหนาว”, “แสงเดือน”, “พรปีใหม่”

สิ่งที่พ่อตั้งใจ

พ่อให้สัญญากับประชาชนของพ่อไว้ตอนพ่อราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 พ่อจะใช้ธรรมปกครองบ้านเมือง เพื่อชาวไทยได้รับประโยชน์และมีความสุข และพ่อก็ได้ทำตามที่สัญญาไว้ พ่อทำงานเพื่อประชาชนชาวไทยมาตลอดชีวิตของพ่อ แม้ในขณะที่พ่อป่วยอยู่พ่อก็ยังทำงานเพื่อประชาชนจนถึงวันที่พ่อจากไปเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วันที่พ่อจากไป

   วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ท้องฟ้ามืดครึ้มตั้งแต่เช้า ผมตื่นขึ้นมาด้วยความกังวลใจ วันนั้นผมพบผู้คนหลายคนที่มีใบหน้าที่เศร้าหมองและกังวลเป็นห่วงในอาการของพ่อ แพทย์ผู้ถวายการรักษาแถลงว่าสัญญาณชีพของพ่ออ่อนลงเรื่อยๆ ผมภาวนาในใจและสวดมนต์ให้พ่อขอให้พ่อมีอายุยืนยาวต่อไปเป็นหลักยึดให้ลูกๆ พ่อยังเคยบอกว่าจะมีอายุยืนถึง 120 ปี เพื่อทำงานให้กับประชาชนของพ่อ ผมเชื่อว่ามีงานอีกมากมายที่พ่ออยากทำเพื่อลูกแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ แต่ในที่สุดเย็นวันนั้นผู้ประกาศของสถานีโทรทัศน์ก็แจ้งว่าพ่อจากคนไทยไปแล้วอย่างสงบ ผมน้ำตาคลอเสียงร้องไห้ดังมาจากบ้านข้างๆ สถานที่ต่างๆ ที่คนไทยไปรวมกันเพื่อติดตามอาการของพ่อระงมไปด้วยเสียงร้องไห้

แรงบันดาลใจ

ในความระลึกของผมต่อพ่อ ผมตั้งใจว่าจะขอมีพ่อเป็นต้นแบบและเป็นพลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไปตลอดช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต โดยยึดมั่นในปณิธาณส่วนตัวที่ได้แรงบรรดาลใจจากสิ่งที่พ่อทำให้เราเห็นมาตลอดเวลาที่พ่ออยู่กับคนไทย คือ “ความรู้คู่คุณธรรม” และ “เรียนรู้ตลอดชีวิตและสร้างคุณค่าแก่สังคม”
ผมจะทำหน้าที่ของคนไทยที่ดี แสวงหาความรู้ และสร้างคุณค่าให้กับสังคมเพื่อพ่อ


โรงเรียนบ้านบำพระ