head-banlampra-min
วันที่ 20 ตุลาคม 2021 2:54 PM
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านลำพระ
โรงเรียนบ้านลำพระ

ที่มาของคำว่าไต้ฝุ่น

  • 0 ตอบ
  • 224 อ่าน
ที่มาของคำว่าไต้ฝุ่น
« เมื่อ: มกราคม 11, 2021, 03:44:35 AM »
ที่มาของคำว่าไต้ฝุ่น

ไต้ฝุ่น เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน หรือฤดูมรสุม ลักษณะเป็นพายุหมุนที่มีความเร็ว และแรง เกิดขึ้นในเขตร้อน แต่เดิมคำว่า “ไต้ฝุ่น” นั้นมีที่มาที่ไป ซึ่งถ้าทราบกันแล้วจะแปลกใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเพราะมีที่มาจากคำว่า “ยักษ์” แล้วก็ไม่ใช่ยักษ์ไทย หรือยักษ์วัดแจ้ง วัดโพธิ์ แต่เป็นยังในตำนานของกรีกโน่น

ยักษ์ที่ว่าเป็นยักษ์ที่ชื่อว่า “ไทฟอน (Typhon) หรือ ไทฟิอัส (Typhoeus) ” ซึ่งไทยเราแผลงมาเป็นคำให้เรียกง่าย ๆ ว่า “ไต้ฝุ่น (Typhoon) ” นั่นเอง ส่วนคำว่าไทฟอนเป็นคำเรียกของพวกอาหรับ ส่วนคำแปลก็ล้วนแล้วแต่ไม่ธรรมดา เพราะเป็นชื่อของพายุที่ร้ายแรง ซึ่งหมายถึงบรรดาอสุรกายหรือยักษ์ที่มีพลังมาก ซึ่งกลายเป็นยักษ์ภูเขาไฟในที่สุด

แต่ในตำนานของกรีกจะไม่นับว่าไทฟอนเป็นยักษ์ แต่กลับถือเป็นเทพเจ้าแห่งภูเขา มีฐานะเป็นบุตรคนสุดท้องของเทพเจ้าไกอาและทาร์ทารัส ซึ่งนับว่าเป็นเทพเจ้าแห่งยักษ์ทั้งปวง ดังนั้นลูกหลานของปู่ และย่าทวดทั้งสองนี้แม้เป็นยักษ์แต่ก็ต้องมาพ่ายแพ้ในสงครามระหว่างเทพ VS ยักษ์ ซึ่งได้แก่สงครามไจแกนโดมาดี และถูกฆ่าตายทั้งโคตร แต่เทพแห่งยักษ์เจ้าคุณปู่ไกอาก็ยังไม่ยอมแพ้ ได้มีลูกใหม่กับทาร์ทารัสอีกตนหนึ่งที่ชื่อว่า “ไทฟอน” ซึ่งเป็นสัตว์ผสมคน และมีความแข็งแรงที่สุดในบรรดาของเทพแห่งแม่พระธรณี หรือในแผ่นดินทีเดียว

ไทฟอนมีรูปการที่แตกต่างไม่เหมือนพี่น้องอื่น มีลักษณะเด่นได้แก่เป็นยักษ์หรือมหายักษ์ ที่มีร่างกายสูงเทียมฟ้า มีร่างครึ่งคนครึ่งงู ลำตัวเป็นคน หัวเป็นงูใหญ่โตกว่าภูเขา แขนทั้งสองโอบรอบตั้งแต่ตะวันตกถึงตะวันออก สามารถเลื้อยได้เหมือนงู และบิดลำตัวหมุนได้รอบ มีเสียงขู่ดังไปตลอดทางเมื่อมันเคลื่อนที่ ที่สำคัญหัวของมันมีการงอกออกมาได้อีกไม่น้อยกว่าร้อยหัว ต่างก็ร้องออกมาด้วยเสียงอันดังที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ทั้งเสียงกรีดร้อง เสียงหอนที่โหยหวน หรือเสียงครางของสัตว์ร้าย มือที่ไม่มีนิ้วแต่จะแตกแขนงออกไปทั่วทิศทั่วทาง มีดวงตาที่สามารถสู้กับแสงที่แรงกล้าได้เป็นอย่างดี และแดงเหมือนแสงดวงอาทิตย์หรือลูกไฟที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ดั่งไฟนรก ปากก็จะพ่นไฟอยู่ตลอดเวลา หูและจมูกมีลักษณะแหลม ใครเห็นก็ต้องกลัว และไม่อยากเข้าใกล้

ไทฟอนไม่กลัวใครแม้แต่ซูสซึ่งปกครองอยู่ในเวลานั้น มีการท้าทายซึ่งกันและกันจึงเกิดสงครามไทฟอนขึ้นมา ทำให้ซูสต้องหาทางแก้ไข ถ้าแก้ไม่ทันหรือไม่แก้อาจทำให้ไทฟอนมีอำนาจเพิ่มขึ้น และสามารถครองโลก ครองจักรวาลได้ สงครามระหว่างซูสและไทฟอนเริ่มขึ้น ทำให้ปวงเทพทั้งหลายตกใจและเกิดความกลัว ต่างก็หนีเอาตัวรอดไปทั่วทิศ เทพอพอลโลแปลงตัวเป็นเหยี่ยว เทพเฮอร์มิแปลงเป็นนกไอบิส เทพแอเรสแปลงเป็นปลา และเทพอื่น ๆ ก็แปลงเป็นสัตว์อื่น ๆ ทั้งสัตว์ใหญ่สัตว์เล็ก เหลือแต่เทพอาเธน่าองค์เดียวเท่านั้นที่ยังกล้าประจันหน้ากับไทฟอน แม้แต่เทพซูสก็ไม่กล้าสู้และหนีไปเช่นกัน และภายหลังก็ย้อนกลับมาสู้เนื่องจากเกิดความละอายใจ

ซูสต่อสู้ด้วยพลังสายฟ้าที่ตนมีอยู่ทำให้แผ่นดินสะเทือนไปถึงสวรรค์ ทั้งสายน้ำและมหาสมุทรสั่นมีคลื่นสูง และปั่นป่วนไปทั่วทั้งโลก ทำให้บรรดาเทพทั้งหลายต่างอยู่ไม่เป็นสุข ทั้งสองฝ่ายสู้กันไม่มีใครยอมแพ้ ไทฟอนใช้วิธีพ่นไฟ ทำให้เกิดลมร้อนและหมุนวน ซูสใช้สายฟ้าตอบโต้ ทำให้ทั้งฟ้าและมหาสมุทรเกิดความร้อนและมีพลังเดือดพล่านมีเกลียวคลื่นใหญ่โตโหมกระหน่ำฝั่งทำให้ผิวโลกสั่นสะเทือน บรรดาเทพที่อาศัยอยู่ในส่วนลึกสุดของบาดาลยังได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว ในที่สุดซูสก็สามารถเอาชนะไทฟอนจนได้ ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งธรรมที่ธรรมะย่อมชนะอธรรม

ทำให้ไทฟอนต้องหนีไปอาศัยอยู่ที่ภูเขาคาซิออล ซูสไม่ยอมลดละตามไปจนได้ แต่ไทฟอนก็ไม่ยอมแพ้หันมาสู้เหมือนหมาจนตรอก ทำให้ซูสหมดกำลังต้องปล่อยให้ไทฟอนจับตัวไป ให้นางงูเดลฟินเฝ้าไว้ ต่อมาเทพเฮอร์มิสและเทพเอจิแทนตามมาช่วยให้ซูสออกมาได้และเริ่มมีพลังกลับคืนมา เหตุการณ์กำลังสับสน แต่บรรดาเทพเจ้าทั้งหลายก็ยังนิ่งเพื่อรอดูเหตุการณ์ มีก็แต่ซูสเท่านั้นที่พร้อมจะสู้อย่างถวายหัว เมื่อพระอาทิตย์ฉายแสงในวันรุ่งขึ้น ทำให้ไทฟอนมีพลังมากขึ้นอีกครั้งทำให้สงครามเริ่มขึ้นอีกยก เป็นยกที่ไทฟอนเปิดฉาก ซูสพ่นไฟใส่ แต่ไทฟอนก็นำน้ำในมหาสมุทรมาดับ แต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะซูสใช้พลังความเย็นมาช่วย

ความเย็นสามารถทำให้น้ำกลายเป็นน้ำแข็งไทฟอนหมดทางต่อสู้เพราะทุกส่วนกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด เดือดร้อนถึงเทพผู้พ่อหรือไกอาได้มาช่วยลูกชาย แต่ไกอาก็มีสภาพที่ไม่ต่างจากไทฟอนได้แก่ตัวแข็งไปด้วยความเย็นเฉียบและกำลังจะแข็งตาย รวมทั้งสรรพสัตว์ทั่วทั้งโลกา มีสัตว์อีกมากที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยที่ต้องมาตายในการสงครามครั้งนี้ แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะมันเป็นสงครามแห่งความสูญเสียไปเสียแล้ว เนื่องจากทั้งฟ้าทั้งดินล้วนได้รับความเดือดร้อน อันหาที่สงบไม่ได้ ทุกอย่างอาจสูญสิ้นถ้าสงครามไม่ยุติ แต่แล้วเหมือนมีปาฏิหาริย์ไทฟอนก็อ่อนแรงลง ทุกอย่างเริ่มกลับคืนสู่สภาวะเดิม

ในที่สุดพลังของไทฟอนก็สูญสิ้นไป ซูสกลับมามีพลังดังเดิม เหล่ามวลเทพทั้งหลายที่หนีไปเริ่มทยอยกลับมา และมาแสดงความยินดีกับซูสที่ได้รับชัยชนะ ทำให้ไทฟอนได้รับความพ่ายแพ้ในที่สุด พลังของไทฟอนที่แสดงออกนับว่าเป็นพลังของความหมุนวนที่มหาศาล เป็นพลังที่ทำให้ทุกสิ่งที่ขวางหน้าเกิดความเป็นไปในพริบตา เปรียบเหมือนพลังธรรมชาติที่รวบรวมและปล่อยออกมาดั่งพายุ จึงเป็นที่มาของคำว่า พายุไต้ฝุ่นที่เรารู้จักนั่นเอง และคนไทยก็นำมาเรียกพายุดังกล่าวว่า “ไต้ฝุ่น” ซึ่งแผลงมาจากคำว่า “ไทฟอน” และก็ได้เรียกต่อ ๆ กันมาตั้งแต่บัดนั้น จนกลายเป็นตำนานแห่งพายุไต้ฝุ่นไปในที่สุด

ก็เป็นอันรู้กันแล้วนะว่าไต้ฝุ่นนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่คำไทย แต่เป็นคำของต่างประเทศที่แผ่ลงมานั่นเอง




โรงเรียนบ้านลำพระ