head-banlampra-min
วันที่ 1 ธันวาคม 2021 7:05 PM
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านลำพระ
โรงเรียนบ้านลำพระ

พฤติกรรมเคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้ทารก

  • 0 ตอบ
  • 256 อ่าน
พฤติกรรมเคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้ทารก

ในหลายวัฒนธรรม ผู้เป็นแม่จะเคี้ยวอาหารก่อนที่จะคายออกมาป้อนให้ลูก สิ่งที่ทำมีประโยชน์อย่างไรหรือ โดยตัวอย่างที่พบได้คือในประเทศโบลิเวีย ซึ่งแม่ชาวเผ่าในอเมซอนจะเคี้ยวอาหารก่อนป้อนใส่ปากของทารกที่คลอด ก่อนกำหนด โดยแม่เหล่านั้นให้เหตุผลว่าเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรในสิ่งที่จะให้เด็กกินแล้วมีอาการปากไหม้ หรือทำให้หายใจไม่ออก นอกจากนี้ นักวิจัยก็พบปรากฏการณ์ของแม่ในลักษณะเดียวกันกับที่โบลีเวียในส่วนอื่นๆ ของโลก ทารกไนจีเรียร้อยละ 80 ได้รับอาหารที่เคี้ยวก่อนเช่นเดียวกับทารก 1 ใน 4 ของกาบอง แม่ในเอเชียตะวันออก และเอเชียใต้ แม่ที่ติดเชื้อเอชไอวีในอาร์เจนตินา บราซิล และเปรู แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเอง ผู้ดูแลผิวดำถึง 1 ใน 7 ล้วนถูกรายงานว่าเคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้ทารก

เอกสารขององค์การอนามัยโลกที่ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหารแข็งของทารก ก็ไม่ได้ให้ข้อแนะนำ ใดๆ เกี่ยวกับการเคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้ทารก ทั้งนี้ทางโฆษกขององค์การอนามัยโลกระบุว่า เรื่องดังกล่าวนี้ ทางผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆ ได้ ส่วนหน่วยงานที่ดูแลสุขภาพเด็กของสหรัฐอเมริกาได้ให้คำแนะนำ เกี่ยวกับการปฏิบัติดังกล่าวว่ามีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรค แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวถึงการคลอดก่อนกำหนด โดยตรง ขณะที่หน่วยงานด้านสุขภาพฟันของเด็กของสหรัฐอเมริกาได้เตือนไม่ให้สมาชิกในครอบครัวใช้อุปกรณ์ร่วมกัน ข้อมูลการวิจัยทำให้พบว่า การเคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้ทารกถูกเชื่อมโยงกับการแพร่กระจายของเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี โรคฟันผุ และซิฟิลิสจากผู้ดูแลสู่ทารก แต่สิ่งที่ยังมีการเก็บข้อมูลได้ค่อนข้างน้อย คือ บทบาทด้านโภชนาการ ภูมิคุ้มกัน และความผูกพันของทารกกับผู้ปกครอง

สำหรับทารกอายุประมาณ 6 เดือนนั้น การดื่มน้ำนมจากแม่เพียงอย่างเดียวจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ ด้านสารอาหาร การให้อาหารปกติแก่ทารกอายุดังกล่าวก็เป็นไปไม่ได้เพราะกว่าจะมีฟันงอกครบชุด เด็กต้องใช้ เวลาประมาณ 2 ปี ดังนั้น เด็กทารกอยู่ในภาวะเสี่ยง ทางโภชนาการกว่าหนึ่งปี เพราะไม่สามารถเติบโตได้ด้วย น้ำนมเพียงอย่างเดียวหรือรับประทานอาหารแบบผู้ใหญ่โดยไม่ต้องดัดแปลง แต่กระนั้นก็ตามก็ยังคงนิยมให้เด็กหย่านม โดยให้เด็กรับประทานอาหารแบบผู้ใหญ่ แต่อาหารหลายอย่างเช่น ผัก เนื้อสัตว์ ถั่ว แม้จะมีสารอาหารมาก แต่อาจ ก่อให้เกิดอันตรายจากการสำลักได้

ในปี 2010 นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาตั้งสมมติฐานว่าการเคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้ทารก เกิดขึ้นมาเพื่ออุดช่องโหว่ทางโภชนาการข้างต้น และการเคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้ทารกอาจมีความสำคัญต่อสุขภาพ ของเด็กเช่นเดียวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สำหรับทารกในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้ดูแลสามารถให้อาหารเสริมแก่ ทารกเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการทางโภชนาการของเด็ก แต่ในประเทศกำลังพัฒนานั้น อาหารเสริมยังคงถูก จำกัดในวงแคบๆ ตามสถานะทางเศรษฐกิจของผู้ดูแล ดังนั้นทารกส่วนใหญ่ก็ต้องเริ่มต้นด้วยอาหารแข็ง และมีผู้ดูแล เด็กเป็นผู้ช่วยย่อยให้อาหารนั้นเล็กลงสำหรับเด็ก นอกจากนี้นักวิจัยยังระบุว่า น้ำนมแม่และน้ำลายต่างก็มีแอนติบอดี เหมือนกันหลายชนิด รวมทั้งมีแบคทีเรียที่มีประโยชน์ที่อาจช่วยป้องกันโรคได้ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวมีทั้งผู้เห็นด้วยและ ไม่เห็นด้วย

ในส่วนของผู้ที่เห็นด้วยนั้นได้พยายามหาข้อมูลการเคี้ยวอาหารของพ่อแม่ในยุคหินก่อนป้อนให้ลูกหลาน แต่ก็ไม่สามารถหาได้เนื่องจากร่องรอยการเคี้ยวแบบนี้ไม่ปรากฏเป็นหลักฐานทางโบราณคดี แต่มีการพบบันทึกเกี่ยวกับ สิ่งที่ปฏิบัติดังกล่าวเป็นครั้งแรกในปี 1025 โดยนักปรัชญาชาวเปอร์เซียเขียนไว้ว่า “หลังจากฟันน้ำนมสองซี่แรก ปรากฏขึ้น จะต้องพิจารณาให้อาหารที่แข็งกว่าเดิม (แข็งกว่าน้ำนมแม่) ” ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1600 มีการกล่าวถึง การเคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้เด็กเพื่อช่วยในการย่อยอาหารของเด็ก โดยแพทย์ชาวเยอรมันเขียนเตือนว่า หากเหงือก ของผู้ดูแลเด็กติดเชื้อ เด็กก็อาจได้รับเชื้อไปด้วย จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 การเคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้ทารกกลายเป็น สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ แต่ก็มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกรายงานในช่วงทศวรรษที่ 1940 ว่า มีมารดาชาวอเมริกัน พื้นเมืองเลี้ยงลูกโดยวิธีดังกล่าว จนกว่าเด็กจะสามารถรับประทานได้ด้วยตัวเองหรืออายุประมาณ 1 - 2 ขวบ และการ ห้ามปฏิบัติจะทำให้เด็กไม่ได้รับอาหารแข็งในเวลาที่เหมาะสม และทำให้โรคโลหิตจางในเด็กถูกพบมากขึ้น

ในปี 2014 นักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการเคี้ยวอาหารก่อนให้ทารกของแม่และยาย ในกัมพูชา ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจระดับชาติจากผู้หญิง 1,770 คน พบว่ามี 203 คนแจ้งว่าได้เคี้ยวอาหารก่อนป้อน แก่ลูก และเมื่อติดตามความจุกของอาการท้องร่วงในทั้งเด็กที่ดื่มนมตามปกติ กับเด็กที่ได้รับอาหารที่มีการเคี้ยวก่อน ก็พบว่า ทารกในกลุ่มที่กินนมทั่วไปมีอาการท้องร่วงประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์ใน กลุ่มที่ทารกได้รับอาหารที่มีการเคี้ยวก่อน อาการท้องร่วงเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในเด็ก ดังนั้น สิ่งที่ค้นพบ นี้จึงเป็นเรื่องที่น่าหนักใจสำหรับประเทศที่มีรายได้น้อย แม้ว่าอาการท้องร่วงเรื้อรังจะไม่ถึงตาย แต่ก็ทำให้ทารกมีความ เสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร นอกจากนี้ในกรณีศึกษาเมื่อปี 2013 พบเด็กสามคนในสหรัฐอเมริกาติดเชื้อเอชไอวีจาก ผู้ดูแล เนื่องจากผู้ดูแลที่มีเชื่อดังกล่าวได้เคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้ทารก นั่นทำให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแนะนำผู้ ดูแลที่มีเชื้อเอชไอวีให้หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารก่อนป้อนให้ทารก

อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นไปที่เชื้อโรคอาจเป็นการบดบังบทบาทที่ใหญ่กว่าของวิธีปฏิบัติดังกล่าวในแง่มุมของ โภชนาการและภูมิคุ้มกัน มีข้อมูลด้านสุขอนามัยที่แสดงให้เห็นว่า โรคหอบหืด โรคลำไส้แปรปรวน และโรคภูมิแพ้ กำลังเพิ่มขึ้นในประเทศที่ร่ำรวย เนื่องจากมาสภาพแวดล้อมที่ปราศจากเชื้อหรือมีเชื้อโรคอยู่น้อย ดังเช่น นักวิจัยชาว สวีเดนพบว่า ทารกที่เกิดจากพ่อแม่ที่ทำความสะอาดจุกนมหลอกโดยการใช้ปากดูดจะมีอัตราการแพ้น้อยกว่าทารกที่ พ่อแม่ที่ทำความสะอาดจุกนมหลอกด้วยสบู่และน้ำ การศึกษาชนเผ่าชีมะห์เนที่อาศัยในป่าดิบชื้นและดำรงชีวิตด้วยการ ตกปลาหรือล่าสัตว์ รวมถึงการเพาะปลูกข้าวและมันสำปะหลัง ผู้หญิงของเผ่านี้จะมีลูกเก้าคนโดยเฉลี่ย และเด็กจะดื่ม นมแม่ จนกระทั่งทารกอายุไม่กี่เดือน จากนั้นแม่หลายคนเริ่มให้ทารกนอนบนตักระหว่างมื้ออาหารและป้อนอาหารที่ ตนเองเคี้ยวให้แก่ลูกของตน นักวิจัยได้เก็บตัวอย่างน้ำลายจากคู่แม่ลูกไปวิเคราะห์แบคทีเรียในห้องปฏิบัติการ และพบ ว่า ในหลายกรณีที่พบเชื้อแบคทีเรียสูงในมารดา แต่มีน้อยในทารก โดยแบคทีเรียที่พบจะเป็นกลุ่มสเตรปโตคอคคัส มิวแทนส์ ที่ก่อให้เกิดฟันผุ โพรงสามารถเดินทางจากแม่สู่ลูกได้ ดังนั้นฟันผุมีแนวโน้มที่จะเกิดจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ อาหาร





โรงเรียนบ้านลำพระ